เคยไหมครับ ที่มีงานเข้ามาแล้วไม่เข้าใจคำสั่ง - -?

 

พอไม่เข้าใจเราก็ต้อง "ถาม" ครับ

 

พอเรา "ถาม" เราก็จะได้ "คำตอบ"

 

แต่บางคนนั้น ยังไม่เข้าใจกับ "คำตอบ" จึงต้องการ "ถามต่อ" และก็

 

จะได้รับ "คำตอบใหม่" แต่แล้วยังไงก็ยังจะ "ไม่เข้าใจอีก"  แล้วคราวนี้จะทำไงครับ

 

พอมองไปหาคนที่ให้ "คำตอบ" แล้วเขาเหมือนจะเริ่มหงุดหงิด - -?

 

เรื่องมาถึงตรงนี้เพื่อนๆ ถามต่อ = โดนด่าชัวร์ แต่ไม่ถาม = งานไม่เสร็จ

 

เอาล่ะสิ เนี้ยแหละครับ เป็นที่มาของเรื่องวันนี้

 

ผมอ่ะพยายามจะเข้าใจคำอธิบายแล้วแต่ว่ามันไม่เคลียร์ สืบเนื่องด้วยเจ้านายผมเป็น ฝรั่ง ครับ

 

จึงทำให้การเข้าใจกับงานนั้นยากเข้าไปอีก 2 เท่า - -'

 

ผมทำใจซักพักก็ "ถามต่อ" แม้เจ้านายจะหงุดหงิดบ้างแต่ผมคิดว่าถ้าไม่ถาม ไปต่อไม่ได้ครับ

 

อยากให้เพื่อนถ้าในอนาคตนั้น ใจเย็นนิดนึงครับ ลูกน้องเขาก็พยายามเข้าใจงาน คำอธิบายของคุณครับ

 

แต่ด้วยความแตกต่างหลายๆด้าน จึงทำให้อาจจะไม่เข้าใจบาง ก็อย่าได้เคืองเลยครับ

 

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่า ต้องใจเย็นกว่านี้ครับ และฝึกตัวเองให้เข้าใจภาษาให้ดีกว่านี้

 

ต่อถ้าผมมีลูกน้องผมจะต้องเอาประสบการณ์ไปสอนตัวผมเองว่า ต้อง "ใจเย็น" อธิบายไปอีก

 

แล้วถามลูกน้องต่อเลยว่าเข้าใจไหม ไม่เข้าใจถามได้ตลอดนะ มันจะทำให้รู้สึกดีครับ

 

แล้วถ้าเป็นเพื่อนๆล่ะครับ จะเลือกอันนั้น แก้ปัญหายังไง มาแชร์กันครับผม

คุณเคยจนสุดเท่าไหน !!?

posted on 04 Jun 2009 22:21 by oxygenyoyo in Generral

เนื่องจากผมไปอ่านกระทู้หนึ่งใน pantip.com วันนี้แล้วน้ำตาพรากๆ 

 

เพราะอะไรอ่ะหรอ เพราะได้ซาบซึ้ง คุณคนที่ไม่เคยท้อ แหละสู้จนได้ดี เริ่มต้นจาก 0 จนมีกินทุกวันนี้

 

ผมอาจจะเล่าเรื่องไม่เก่งเท่าไรแล้วอยากให้ พี่ๆน้องๆที่หลงมาอ่าน ได้ซาบซึ้งบ้าง ขอยกตัวอย่างอันหนึ่ง

 

ที่ผมคิดว่าดีแล้วกันนะครับ 

 

 ตอนเด็กๆพ่อกับแม่เราตัดกระถินขาย ได้เงินน้อยมาก รวบรวมเงินได้ก้อนนึงไปซื้อพัดลมมาเลย เฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกในชีวิตคู่ ตอนกลางคืนก็มาเปิดให้ลูกน้อยได้นอนสบายๆ (เมืองกาญจน์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วอากาศร้อนมาก ก็คงไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่)ซึ่งก็คือเรานั่นเอง ผลจากความรักของพ่อแม่ ทำให้เราเป็นหอบหืด

 โรคอะไรก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน รักษายังไงก็ไม่หาย ให้อ๊อกซิเจนตั้งกะเด็ก จนในที่สุดพ่อต้องไปรวบรวมเงินญาติๆพาเรากับแม่ขึ้นรถเมล์ไป รพ.พระมงกุฎ เพราะเขาเล่ากันว่ารักษาโรคอะไรก็หาย ยังจำเหตุการณ์ได้ดี ยาพ่นอันแรกในชีวิตของเราอันละ 500 บาท พ่อกำเงินจนเงินมันเปียกเลย เพราะเสียดายด้วย รักลูกด้วย ไม่รู้จะมีเงินใช้ญาติๆเขาเมื่อไหร่ด้วย

 พอโตหน่อยอยู่ ม.4 ยืมเงินเพื่อนเพื่อไปสอบ afs ติด แอบติดต่ออะไรต่ออะไรเองเพราะคิดว่าทุนที่ต้องออกส่วนตัวเล็กน้อยเอง แลกเปลี่ยนรูปถ่ายกับ host family เรียบร้อย เค้าเลี้ยงแมว แต่ก็ยินดีเอาไปให้บ้านญาติเพราะรู้ว่าเราแพ้ขนแมว โกหกที่ รร.ว่าที่บ้านรับรู้ วันนึงครูหวังดีดันเอาตำราเรียนภาษาฝรั่งเศสไปให้เราที่บ้าน (เลือกประเทศแคนาดา) ความแตก พ่อกับแม่นั่งปรึกษากันจนดึก ถึงได้รู้ว่าบ้านไม่มีเงินเลย แม้จะเล็กน้อยก็ไม่มีเลย สะเทือนใจมาก อายเพื่อนด้วย ไปไหนใครๆก็ถาม ใครๆก็พากันชี้ดู

 พอได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพ พ่อให้เงินใช้เดือนละ 2000 ค่าหอก็ 600 ค่ารถ ค่ากิน ค่าหน่วยกิตอยู่ในนี้ วันไหนไม่มีเรียนไม่เคยคิดเดินห้าง ทั้งๆที่บ้านเกิดไม่มี ไปรับจ้างเฝ้าร้านหนังสือ ได้เงินวันละ 80 บาท ไม่เคยขอเพิ่ม จนเรียนจบในเวลา 3 ปี มีบริษัทปิโตรเคมีที่นึงมาขอตัวกับอาจารย์ท่านนึงที่สนิทกัน

 ทำงานได้เงินเดือน 15,000 (เมื่อปี 2538) ส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน เดือนละ 5000 ไม่เคยขาด

 หลังแต่งงานชีวิตคู่ล้มเหลว พ่อของลูกขับรถไล่ชน สาเหตุที่ไม่ยอมหย่าให้ดีๆ เค้าบอกว่าเค้าพบคู่แท้แล้ว (คบกับเรามา 13 ปี) ถ้าเราทำงานล่วงเวลา กลับดึก เค้าจะล็อคบ้านไม่ให้เราเข้า ตัวเองนอนเปิดแอร์ในห้องหึ่งๆ แล้วทิ้งลูกไว้ชั้นล่างนอนตากยุง ให้เราได้ส่องบานเกล็ดดู ทำทุกอย่างเพื่อให้เราหย่า จนสำเร็จ แต่เราไม่กล้าบอกที่บ้าน เพราะเราคือความภูมิใจที่สุดในชีวิตของเค้า ภาพของเราคือ ลูกสาวที่น่าชื่นใจ

  ตัดสินใจหอบลูกวัย 3 ขวบ ไปตั้งต้นใหม่ที่จังหวัดที่ไม่มีคนรู้จักเลย ต้องขายทองที่ติดตัวของลูก จำได้มีเงินติดตัวสำหรับเช่าบ้าน จ่ายค่าเทอมลูกแล้วมีเหลือ 1500 บาท บ้านเช่าหลังคาก็รั่ว ไปไหนเดินกัน 2 คนแม่ลูก ไปสัมภาษณ์งานก็ต้องย้ำแล้วย้ำอีกว่าอย่าไปไหน ให้นั่งรอแม่ตรงนี้ ประหยัดทุกอย่าง ข้าวก็เก็บกินเหลือของลูก พอได้งานประจำทำ รับจ้างซักผ้าเพิ่ม รับแปลงาน เอาราคาถูกอยากได้ลูกค้าบอกต่อๆ ชีวิตเป็นอย่างนี้เกือบ 2 ปี

 แต่งงานครั้งใหม่มีลูกเพิ่มอีก 1 คน ลูกมาป่วยเป็นโรคปอดรุนแรงขั้นสุด ต้องใช้เครื่องหายใจ อยู่ไอซียูตั้งกะแรกคลอดถึง 6 เดือน ต้องลาออกจากงานประจำ ทุกวันมีชีวิตเหมือนคนบ้า รอคอยเวลาเดินไปรพ.ไปเฝ้าลูก เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ 1 ชม.เท่านั้น ไม่เคยขาด ไปลูบหัว ไปร้องเพลงกล่อม ไปสวดมนต์ ไม่เคยร้องไห้ให้ลูกฟัง คิดเองเค้านอนใส่เครื่องช่วยหายใจ เหนื่อยมากพอแล้ว ท่อช่วยหายใจหลุดที ก็ต้องง้างปากทีมแพทย์ พยาบาลมารุมกันใส่เข้าไปใหม่ กินนมก็ไม่ได้ต้องใส่สายต่อตรงทางจมูกบ้าง ปากบ้าง

 เคยร้องไห้หนักๆ ขนาดที่ตาบวมมาก จนลืมตาไม่ขึ้น เคยตะโกนถามฟ้าข้างบนว่า "ต้องการอะไรอีก" ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บปวด มันเหมือนมีคนเอาเข็มมาทิ่มๆๆๆๆๆ หัวใจของเรา ทำไมชีวิตนี้ถึงได้เป็นแบบนี้

 ปัจจุบัน มีสามีที่ดีมาก รักลูกคนแรกของเราจากใจจริง ดูแลประหนึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข พ่อแม่ของเค้าก็รักลูกคนนี้มากเอ่ยปากขอให้ไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศกับเค้า บินมาหาบ่อยๆ ส่งของเล่น เสื้อผ้า ซีดีที่หลานคนโตชอบมาให้เกือบทุกเดือน พ่อกับแม่ของเราเองมอบเงินก้อนโตกลับคืน แกบอกเงินที่เคยเคยส่งให้นั้น ไม่เคยใช้ แต่อิ่มใจทุกครั้งที่เราโทรไปบอกให้ไปรับเงินที่ไปรษณีย์ ลูกคนเล็กตอนนี้หายดีสนิท แข็งแรง วิ่งเร็ว เป็นขวัญใจของทุกคนอย่างที่สุด และเราเองกำลังจะเริ่มธุรกิจส่วนตัว(เงินของพ่อแม่เราเอง + ของพ่อแม่สามี) เร็วๆนี้

 มาวันนี้ขอขอบคุณทุกอย่าง ทั้งความจนวัยเด็กที่ทำให้ไม่เคยคิดละเลยการเรียน // ขอบคุณงานดีๆที่เข้ามารองรับทันทีที่เรียนจบและได้ส่งเสียพ่อแม่กลับ // ขอบคุณลูกคนโตที่เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนแม่อย่างแท้จริง // ขอบคุณลูกคนเล็กที่อดทนต่อความเจ็บป่วย สู้ จนในที่สุดแม่ได้มีโอกาสเลี้ยงลูก วิ่งตามป้อนข้าวลูกในทุกวันนี้ ให้แม่ได้มีโอกาสได้เรียนลัดการพยาบาลคนไข้ ให้แม่ได้กัลยาณมิตรเป็นพยาบาล และหมอที่น่ารักมากมาย // ขอบคุณครอบครัวสามีที่ต้อนรับเราเข้าเป็นสมาชิกใหม่ด้วยความอบอุ่นอย่างใจจริง //ขอบคุณแม้แต่อดีตสามีที่มอบประสบการณ์ชีวิตคู่อันล้ำค่า อะไรที่เราเคยทำไม่ดี ทำผิดพลาด เราจะไม่ทำอีก ขอบคุณจริงๆที่มอบโอกาสให้เราได้พบคนที่ดี มีค่าต่อความรักของเราจริงๆ // และท้ายที่สุด ขอบคุณสามี ที่ดีเหลือเกิน เราจะดูแลความสุขครั้งนี้อย่างดีที่สุด ตลอดไป

จากคุณ : พิมพ์ไปร้องไห้ไป (แม่น้องสองชาติ)

 

credit : www.pantip.com ห้องสีลมครับ

กระทู้นี้เลยครับ คลิกที่นี่

 

edit @ 4 Jun 2009 22:26:32 by • OxyGenYoYo •

รักนวลสงวนตัว .... !

posted on 03 Jun 2009 22:23 by oxygenyoyo in Generral

จ๊วก title มาอย่างนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆที่เราๆท่านๆ ประชาชนคนไทยรู้จักกันเป็น

เวลายาวนานอยู่แล้ว

 

พอดีวันนี้ตอนผมกลับบ้านอ่ะครับ ได้เห็นพวกเด็กวัยรุ่น หัวยังๆเกรียนๆอยู่เลย ขี่รถจักรยานยนต์มาตรงแถวๆ

ที่ผมยืนรอรถอยู่เพื่อจะทำการส่ง สก๊อย girl ของเขาแหละครับ แต่ที่นี้พอตอน สก๊อยลงรถแล้วยืนคุยกันซัพพัก

คิดที่ไม่คาดคิดของผมก็บังเกิดต่อหน้าต่อตา ด.ช. แว๊ดบอยได้รวบคอ สก๊อย คนนั้นมาจะหอมแก้ม !!!

 เกือบโดนครับ เฉียดไปหน่อยๆ ประมาณว่า สก๊อย เกิร์ลคนนั้นคงจะคิดได้แบบ 0.1 วิว่าไม่สมควร แต่ให้

กอดคอไปตั้งนานแหละ

 

แต่ถ้าเป็นคนสมัยนี้เขาคงคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ( มั้ง ) แต่สำหรับผม ( คงหัวโบราณนิดๆ ) คิดว่ามันไม่สมควร

เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่น่าจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้มากครับ  ผมกล้าพูดเลยว่าอะไรที่คุณให้เขาไปง่ายๆ มันไม่มี

"ค่า" สำหรับเขาหรอกครับ เขาก็คิดว่ายังไงก็ได้มา "ง่ายๆ" ไม่เสียดายอยู่แล้ว

 

อยากเตือนหน่อยครับว่า โบราณบางอย่างที่เตือน ที่สอนมันมีเหตุผลในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ เก็บไว้เถอะ

"ของสำคัญ" ก็สมควรให้กับ "คนที่สำคัญ"

 

ปล. ไม่มีคนมาอ่านเลยฮือๆ เศร้าๆ T^T

 ปล1. ไม่แน่ เอนทรี่หน้าอาจจะรุนแรงกว่าเดิมแต่เกี่ยวกับเรื่องเดิมเนี้ยแหละครับ